วงษ์ พงษ์ วงศ์ พงศ์

วงษ์ พงษ์
วงศ์ พงศ์

(ว-พ ใช้แทนกันได้ในภาษาบาลีสันสกฤต)

กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงเล่าถึงความเป็นมาของการใช้
วงษ์ พงษ์ ไว้ว่า

“พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ผู้แต่งหนังสือปกีระณำพจนาดถ์นี้ เป็นใหญ่ในพวกอาจารย์หนังสือไทยในตอนต้นรัชกาลที่ ๕ ตลอดมาราวครึ่งรัชกาล เป็นศาลฎีกาในเรื่องหนังสือไทย เมื่อตัดสินว่ากระไรก็เป็นคำพิพากษาสุดท้าย ใครจะเถียงว่ากระไรอีกก็ฟังไม่ขึ้นในสมัยนั้น

เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนรุ่นใหญ่แล้ว เคยได้ยินผู้คัดค้านตัวสะกดบางคำที่พระยาศรีสุนทร (น้อย) ใช้ เป็นต้นว่าคำที่เขียนกันว่า วงษ์ มีคำคัดค้านว่าคำนี้ภาษาบาลีเป็น วํโส สันสกฤตเป็น วํศ ใช้ ษ การันต์โดยหลักอะไร ควรต้องเขียน วงส์ หรือ วงศ์ จึ่งจะถูก

ตำหนินี้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) จะตอบว่ากระไร
หรือไม่ตอบว่ากระไรเลย ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้านึกว่าถ้าพระยาศรีสุนทร (น้อย) ตอบก็คงจะตอบเป็นใจความว่า
คำในภาษาบาลี วํโส ก็ทราบแล้ว เพราะเป็นเปรียญถึง ๗ ประโยค แลคำสันสกฤตว่า วํศ ก็ทราบแล้วเหมือนกัน

การที่เขียนวงษ์ใช้ ษ การันต์นั้น เพราะอักขรวิธีเดิมของไทยใช้ ษ ตัวเดียวเป็นการันต์ ตัว ส กับ ศ ไม่ใช้การันต์เลย
คำในภาษาเดิมจะเป็นอย่างไรก็ตาม เมื่อเอามาใช้ในภาษาไทย ถ้ามี ศ หรือ ส อยู่ท้าย ก็ต้องเปลี่ยนเป็น ษ
อันเป็นตัวเดียวในสามสอที่เราใช้เป็นตัวการันต์

ถ้าถามว่า เหตุใดผู้บัญญัติอักขรวิธีไทยอย่างเก่าจึงบัญญัติเช่นนั้นก็พอจะเดาตอบได้ แต่ไม่มีหลักที่อ้าง เพราะไม่เคยเห็นท่านเขียนอธิบายไว้ที่ไหนว่าเหตุใดจึ่งวางแบบไว้เช่นนั้น ข้อที่ท่านไม่เขียนอธิบายไว้นี่แหละเป็นเหตุทำให้เกิดยุ่ง คนชั้นหลังไม่ทราบหลักที่ท่านวางไว้ก็คิดเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่คำนึงเหตุ อันเป็นสิ่งที่ไม่รู้จึงเอามาคำนึงไม่ได้

ถ้าถามต่อไปอีกขั้นหนึ่งว่า เหตุใดในสมัยพระยาศรีสุนทร (น้อย) จึงไม่เปลี่ยนเอาตัว ศ ส เข้าเป็นตัวการันต์แทน ษ ในคำว่า วงษ์ แล หงษ์ เป็นต้น ก็จะต้องตอบปัญหาด้วยตั้งปัญหา คือกลับย้อนถามว่าจะเปลี่ยนให้ยุ่งยากทำไม ใช้ ษ ตัวเดียวก็ดีแล้ว ผู้บัญญัติอักขรวิธีเดิมของเราท่านตั้งบัญญัติเพื่อความสะดวกแลไม่ได้ใช้ความไม่รู้เป็นเครื่องมือในการบัญญัติ

อนึ่งถ้าใช้ ษ เป็นตัวการันต์ตัวเดียวจะเสียประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าเพิ่ม ศ ส ขึ้นอีกสองตัวจะได้ประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง จะเพิ่มความสะดวกขึ้นหรือลดลง

เมื่อพระยาศรีสุนทร (น้อย) ถูกตำหนิเช่นที่ว่ามานี้แล้วจะได้ตอบว่ากระไรหรือนิ่งเสียไม่ตอบว่ากระไรเลยก็ตาม แต่ไม่ยอมให้ ศ ส เติมเข้าในพวกหนังสือที่ใช้เป็นตัวการันต์ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือไม่ยอมเปลี่ยนอักขรวิธีไทยที่มีมาแต่เดิมโดยที่ไม่เห็นมีเหตุควรเปลี่ยน”

พระยาศรีสุนทรโวหารท่านคงจะทราบปัญหานี้ดี ดังที่ท่านเขียนไว้ในไวพจน์ประพันธ์ว่ามีบางสำนักให้ใช้ ศ การันต์ ความว่า

“พงษ์นี้ษอบอการันต์
บางอาจาริย์สรรค์
บังคับว่าศอคอควร”

“บุราณใช้ติดต่อ
เขียนษอบอบอกการันต์
นักปราชญ์บางเหล่าผัน
ศอคอใช้ในหางเสียง
หนังสือคนไทยอ่าน
ไม่ต้องการปลายสำเนียง
เป็นแต่ให้เขียนเคียง
เป็นพยานอ่านไม่ถึง”

และในบทความเรื่องวิธีสอนหนังสือไทยท่านก็เขียนไว้ว่า

“ในลัทธิครูหนึ่งมีบังคับขาดว่า ศ สำหรับคำมคธ ษ สำหรับสันสกฤต ส สำหรับคำไทย ท่านว่าอย่างนี้ก็เป็นเค้ามูลดีแลจำง่ายด้วย แต่มีท่านที่ดูหนังสือสันสกฤตครูเดิม ท่านดูเข้าใจชำนาญ ท่านค้านว่าลัทธินั้นจะถือเอาเป็นแท้ไม่ได้ในคัมภีร์สันสกฤตเดิม ท่านก็มีตัวอักษรทั้งสาม เพราะมีสำเนียงสมุฏฐานที่เกิด เสียงตั้งขึ้นผิดกันทั้งสาม ดังเช่น

ศ นี้มีเสียงตั้งขึ้นดาลเรียกว่าตาลุช สำเนียงคล้ายตัว ซ

ษ มีเสียงเกิดแต่ต้นลิ้นกับเหงือกคางเพดาน เรียกว่ามูรธช สำเนียงหนักคล้ายตัว ช เสียงไทยแต่ไม่เหมือนทีเดียว

ส มีเสียงเกิดแต่รายฟันเรียกว่าทันตช สำเนียงสูง เช่น ส ตามธรรมเนียม

ท่านว่าดังนี้ชอบกลอยู่ลึกซึ้งดีอยู่ คำมคธใช้ ศ ใช้ ษ ก็มี เหมือนอย่าง ทาษ โทษ ภาษา ภูษา เป็นคำมคธว่าอัศศะ เป็นสันสกฤตว่าอัศวะ อัศวา ก็หาเป็นอัษวะ อัษวาษา ไม่ ยังคงเป็น ศ อยู่

อนึ่งมีผู้กล่าวคัดค้านว่าแบบบังคับ ส สามในจินดามณีนั้นก็เคลื่อนคลาดอยู่ จะถือเอาเป็นแน่ไม่ได้ ท่านผู้ที่ได้ดูสอบถึงคัมภีร์สันสกฤตเดิม ท่านว่าแบบบังคับ ส สามในจินดามณีท่านก็คัดเอามาแต่สันสกฤตเดิมก็ไม่คลาดกันมากนัก พอจะเอาเป็นแบบได้ ใช้กันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว จะคัดค้านเสียก็ยาก

ฝ่ายข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงความนี้เป็นคนหูตาสั้น ไม่ทราบว่าอย่างไรเป็นแน่ แต่เห็นอยู่อย่างหนึ่งว่าในการรู้อักษรนี้ จะว่าสุดว่าจบอยู่เพียงใครก็ว่าไม่ได้ ไม่ควรจะวิวาทโต้แย้งให้เกิดปฏิฆะแก่กัน ให้เป็นความร้อนใจในใช่เหตุ แต่ความคิดความขอบใจของข้าพเจ้านี้ว่าจะใช้คำไทย ก็เขียนให้ถูกตามภาษาไทย คำมคธสันสกฤตก็ให้ถูกตามมคธแลสันสกฤต จะใช้คำภาษาใดก็เขียนให้ถูกต้องตามภาษานั้น "

ในปกีระณำพจนาดถ์พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ก็แต่งเป็นกลอนไว้ ท่านยืนยันว่าคำนี้มาจากบาลี ดังความว่า

"หนึ่ง วง วงษ พง พงษ ทั้งสี่พจน
ควรกำหนดที่ในบ่อนอักษรศรี
อันวงษ์พงษ์ษอประจำคำบาฬี
แต่วงพงเปล่านี้นี่คำไทย"

ตัว ส ศ ษ นั้นท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าที่ใช้เป็นตัวการันต์นั้นมีมากแต่ ษ

"อันตัว ส สิ้นทั้งสามว่าตามเหตุ
ได้สังเกตแบบลิกขิตโดยวิดถาร
ที่ใช้เป็นการันต์สรรพิจารณ์
เห็นสาธารณ์ใช้มากแต่ษอบอ"

ท่านได้ยกตัวอย่างการใช้ วงษ พงษ ไว้มากทั้งในไวพจน์ประพันธ์ พิศาลการันต์ และปกีระณำพจนาดถ์ เช่น สุริยพงษ วรพงษ เชื้อวงษ เผ่าพงษ์ พุทธวงษ์ วงษวาร จักรพงษ ราชวงษ จนกล่าวได้ว่าคำว่า วงศ์ พงศ์ สมัยนั้นใช้ วงษ์ พงษ์ ทุกคำ ท้ายที่สุดท่านได้สรุปว่า

"วงษ์กับพงษ์สองคำร่ำไม่สุด
จะคุ้ยขุดมากเหลือจะเบื่อหู
แต่เท่านี้จำให้คล่องก็มองดู
คงได้รู้ใช้พงษ์กับวงษ์วาร"

เรื่อง วงษ์ พงษ์ นี้พระวรเวทย์พิสิฐอธิบายว่า

"ตัว ษ ใช้เป็นตัวสะกดบางคำ เช่น ดาษ ดาษดา โบราณใช้เป็นตัวการันต์ เช่น พงษ์ วงษ์ หงษ์ ...ศ ษ ส สามตัวนี้ทำให้มีความยุ่งยากในภาษาไทย แต่พอมีหลักที่กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อตัดความยากได้บ้าง โบราณก็เห็นความยุ่งยากมาแล้วเหมือนกัน เพราะตัวพยัญชนะ ๓ ตัวนี้มีเสียงไม่เหมือนกัน

ศ มีเสียงอย่าง sh เอาลิ้นห่อเป็นร่องดุนปุ่มเหงือก แล้วดัน ศะ ออกมา

ษ มีเสียงเหมือน sh เหมือนกัน แต่ฐานกรณ์ผิดกัน คือต้องเอาปลายลิ้นดันเกือบถึงเพดานปาก แล้วดันเสียง ษะ ออกมา

ส เอาฟันขบกันทั้งข้างล่างข้างบน แล้วดันเสียง สะ ออกมา

เราว่าเสียงตัว ส ได้สะดวก แต่ ศ กับ ษ ต้องหัด อยู่ข้างจะลำบาก เพราะฉะนั้นโบราณจึงวางหน้าที่ตัวพยัญชนะ ๓ ตัวนี้ไว้ดังนี้

ส ใช้เป็นตัวตั้งหรือพยัญชนะต้น เช่น สาร สวรรค์ เพราะไม่ต้องลำบากในการต้องฝึกหัดทำเสียง ไทยเราก็ออกเสียงได้สะดวกอยู่แล้ว

ษ ใช้เป็นตัวการันต์ เช่น พงษ์ วงษ์ หงษ์ เพราะไม่อ่านออกเสียงตัวการันต์ หนังสือเก่า ๆ ใช้ ษ การันต์เช่นนี้ทั้งนั้น เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็น พงศ์ วงศ์ หงส์ ในยุคใหม่นี้เอง

ส่วน ศ โบราณใช้เป็นตัวสะกดในมาตรา กด แม้แต่รูปเดิมใช้ ษ สะกด ก็เปลี่ยนเป็น ศ เช่น พิศม์ เป็นต้น"

เหตุที่ปัจจุบันเราเปลี่ยนมาใช้ว่า พงศ์ วงศ์ นั้นพระวรเวทย์พิสิฐอธิบายว่า

"เราเลิกใช้ ศ ษ ส อย่างโบราณ แล้วหันเข้าหาหลักภาษาที่ถูกต้องตามอักขรวิธีบาลีสันสกฤต เพราะฉะนั้นการเขียนคำในปัจจุบันจึงต่างกับของโบราณ คือคำเดิมเป็นรูปอย่างไร เราก็เขียนรูปเช่นนั้น เพื่อเห็นรูปคำจะได้เข้าใจว่าเป็นคำอะไร เช่น

พงษ์ ภาษาสันสกฤตเขาใช้ ศ บาลีใช้ ส

เรานิยมใช้รูปสันสกฤต เราจึงเขียนเป็น พงศ์ หรือ วงศ์

ส่วนคำว่า หงษ์ ของโบราณ ภาษาสันสกฤตเป็น หนฺส บาลีเป็น หงฺส เราจึงใช้ หงส์ ตามรูปเดิม”

คำว่า พงษ์ วงษ์ ส่วนใหญ่เห็นใช้ในการตั้งชื่อหรือนามสกุล
ต้องขอชี้แจงไว้ก่อนว่า ชื่อเฉพาะนั้นจะตั้งตรงตามหลักหรือไม่ตรงก็ได้ตามแต่เจ้าตัวจะใช้ เพราะไม่ใช่ภาษาแบบแผนที่ใช้ทั่วไป
บางทีอาจเป็นรูปที่สืบทอดกันมาแต่โบราณและต้องการรักษารูปนั้นไว้ก็ได้
ไม่ได้บังคับให้ท่านต้องไปเปลี่ยน

ส่วนคำว่า โบราณ ในที่นี้หมายถึงรูปสะกดแบบโบราณ ไม่ได้หมายว่าเป็นคนโบราณ

ส่วนบางท่านสะกดว่า พงค์ วงค์ นั้นไม่มีความหมาย
เท่าที่สอบถามเจ้าตัว พบว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่เขียนให้

ข้อมูลประกอบ

พิทยาลงกรณ์, พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่น. ๒๕๑๕. อธิบาย พระนิพนธ์ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์, ใน ภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เล่ม ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๕. พระนคร : คลังวิทยา.

วรเวทย์พิสิฐ, พระ. ๒๔๘๙. หลักภาษาไทย. พระนคร : สำนักพิมพ์ชุมสาย.

ศรีสุนทรโวหาร, พระยา. ๒๕๑๕. ภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เล่ม ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๕. พระนคร : คลังวิทยา.

ศรีสุนทรโวหาร, พระยา. ๒๕๑๔. ภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๔. พระนคร : คลังวิทยา.

 

 

fb ภาษาและวรรณกรรมไทย


โดย : คม 14 ม.ค. 2563 17:19:03 น.
ดู 298 ครั้ง
0 0

ความคิดเห็น :

#ข่าวประชาชน #สาระ #ข่าวสาร #เด็ดๆ #ตลก #ขำขำ #วิชาการ #บันเทิง #ดารา #มาแรง #วีดีโอ #น่ารู้