จีน : มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในคริสต์ศตวรรษที่ 21

เมื่อย่างเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจของจีนได้ก้าวย่างเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด ในปัจจุบัน (ค.ศ. 2014) เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนนับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 30 ปี โดยมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 10 ต่อปีมาโดยตลอด

 

 

ก่อนปี 1978 จีนเป็นประเทศยากจน ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบทมีรายได้ต่ำมาก รวมทั้งในบางช่วง เช่น ในทศวรรษ 1960 มีผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมซึ่งนำโดย เหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งเน้นการใช้ระบอบคอมมูนิสต์ พัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรและชนบท กลับปรากฏว่าไม่สามารถผลิตสินค้าเกษตรส่วนเกินเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ ภาวะความอดอยากกระจายไปทั่ว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำมากประมาณไม่เกินร้อยละ 3-4 ต่อปี

 

หลังปี 1978 ภายหลังจากการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อ ตุง เติ้ง เสี่ยว ผิง เลขาธิการพรรคคอมมูนิสต์ของจีนได้ผลักดันแนวนโยบายนำประกาศไปสู่ความทันสมัย โดยใช้แนวทางของนโยบายทุนนิยมควบคู่ไปกับสังคมนิยมหรือการวางแผนสู่ส่วนกลางไปด้วย นโยบายที่สำคัญของการนำประเทศไปสู่ความทันสมัย อาทิเช่น การอนุญาตให้มีการลงโดยตรงจากต่างประเทศ จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบ ๆ ชายฝั่งเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเริ่มจาก 14 เมืองบริเวณชายฝั่งและพื้นที่ 3 มณฑลรอบชายฝั่ง เพื่อเป็นพื้นที่เปิดเพื่อรับการลงทุนจากต่างประเทศ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ถนนหนทาง สาธารณูปโภค เพื่อรองรับนักลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการปรับปรุงระบบกฎหมาย โดยเฉพาะภาษีและแรงจูงใจต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการขยายตัวของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

 

เติ้ง เสี่ยว ผิง (ศ.ศ.1904-1997)

การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่มีมาอย่างต่อเนื่องมีอยู่หลายปัจจัยที่สำคัญ อาทิเช่น บทบาทของภาครัฐบาล การเข้าเป็นสมาชิกของจีนในองค์การการค้าโลก (WTO) ขนาดตลาดที่ใหญ่ รวมทั้งศักยภาพทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสมคือทั้งวางแผนจากส่วนกลางระดับหนึ่ง (โดยเฉพาะการควบคุมการใช้ที่ดินซึ่งห้ามซื้อขายกันโดยเอกชน แต่สามารถกระทำได้โดยการเช่าระยะยาว และระบบทุนนิยมที่ใช้ระบบกลไกราคา ตลอดจนการมีบทบาทสำคัญในรัฐวิสาหกิจหรือบรรษัทที่เป็นของรัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ

 

ในปี 2014 บรรษัทที่เป็นของรัฐ (State Owned Enterprise) นับเป็นตัวจักรขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจจีน เพราะสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าร้อยละ 50 ของผลผลิตรวมของประเทศ และเป็นแหล่งการจ้างงานมากกว่าร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งประเทศ โดยในการจัดลำดับความมั่งคั่งของนิตยสาร Fortune ในปี 2012 ของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 500 บรรษัทรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีบริษัทของจีนติดอยู่ในอันดับถึง 165 แห่ง โดยเฉพาะธุรกิจและพลังงานด้านปิโตรเลียมสำคัญในการผลิตมาเป็นเศรษฐกิจที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการมีความสำคัญใน GDP ในปี 2014 ภาคเกษตรมีสัดส่วนใน GDP เพียงร้อยละ 10.1 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 45.3และภาคบริการ ร้อยละ 44.6 โดยมีผลผลิตของ GDP เท่ากับ 14.726 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีแรงงานที่ทำงานในภาคเกษตรเท่ากับร้อยละ 36.7 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 28.7 และภาคบริการเท่ากับร้อยละ 34.6 (Economy of China - Wikepedia) โดยอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของจีนซึ่งเป็นอุตสาหกรรมชั้นแนวหน้าของโลกในแง่มูลค่าของผลผลิตคือ เหมืองแร่และถลุงแร่ ถลุงเหล็กและเหล็กเส้น อลูมิเนียม และอโลหะ ถ่านหิน อุปกรณ์ก่อสร้าง สิ่งทอ และเสื้อผ้า ปิโตรเลียม ซีเมนต์ เคมี ปุ๋ย สินค้าเพื่อการบริโภค เครื่องเล่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปอาหาร อุปกรณ์การขนส่ง รถยนต์ และยานยนต์ต่าง ๆ

 

ในปัจจุบันบทบาทของจีน (ซึ่งรัฐบาลจีนมักจะเรียกประเทศของตนว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา) มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจโลกหลายประการ คือ

 

(1) เป็นประเทศผู้ส่งสินค้าออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก

(2) เป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าเป็นอันดับสองของโลก

(3) เป็นประเทศผู้ส่งสินค้าทางด้านบริการเป็นอันดับ 4 ของโลก

(4) เป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าทางด้านบริการเป็นอันดับ 3 ของโลก

(5) เป็นประเทศอันดับหนึ่งที่เป็นผู้รับลงทุนต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนา

(6) เป็นประเทศอันดับหนึ่งที่ไปลงทุนในต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนา

การเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและก้าวล้ำหน้าประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนของการเติบโตทางเศรษฐกิจคนชั้นกลางและระดับเทคโนโลยี ในปี 2006 จีนเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์เป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น) และมีผู้ใช้รถยนต์สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมมีโดยตลอด โดยในปี 2010 จีนเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์เป็นอันดับหนึ่งของโลก และเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยประมาณว่าจำนวนรถยนต์ 18 ล้านคันที่ซื้อขายในจีน นอกจากในปี 1999 จีนสามารถส่งออกอะไหล่รถยนต์ รถยนต์ และต่อมาในปี 2005 สามารถส่งออกได้ทั้งรถยนต์และอะไหล่รถยนต์ด้วย โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งได้ไปตั้งโรงงานในจีน รวมทั้ง ฮอนด้า โตโยต้า ฯลฯ ในปี 2004 มีบริษัทชั้นนำในการผลิตรถยนต์เพื่อเข้าร่วมลงทุนในจีนถึง 12 บริษัท ซึ่งผลิตรถยนต์ประเทศต่าง ๆ เช่น มินิแวนส์ รถบัส รถบรรทุก ฯลฯ ในปี 2003 จีนส่งออกรถยนต์ทุกประเภทรวมทั้งชิ้นส่วนของรถยนต์สูงถึง 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สถิติของการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ระหว่างปี 2001 - 2011 มีดังต่อไปนี้

 

แม้เศรษฐกิจการเกษตรของจีน จะมีความสำคัญลดลงเหลือประมาณร้อยละ 13 ของ GDP ในปี 2014 แต่เศรษฐกิจการเกษตรของจีนก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก จีนเป็นผู้ผลิตและบริโภคสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้จีนจะมีพื้นที่ทำการเกษตรร้อยละ 7 ของพื้นที่ทางการเกษตรของโลกแต่สามารถผลิตเลี้ยงดูประชากร ผู้ทำงานในภาคเกษตรของจีนมีถึง 3,000 ล้านคน ซึ่งทำงานในขนาดของที่ดินการเกษตรเท่ากับประเทศสหรัฐทั้งประเทศ จีนผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ คือ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ฝ้าย ยาสูบ มะเขือเทศ ถั่วเหลือง หมู ปลา โดยจีนเป็นผู้ส่งออกสำคัญโดยส่งออกสินค้าทางการเกษตรคือ ผัก ผลไม้ ปลา ผลิตภัณฑ์จากแป้งและเนื้อ โดยได้ส่งออกผ่านเมืองท่าฮ่องกง ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นการเกษตรแบบใช้พื้นที่ต่อไร่แบบเข้มข้น (Intensive cultivation) โดยจีนมีพื้นที่ทางการเกษตรคิดเป็นเพียงร้อยละ 3 ใน 4 ของสหรัฐฯ แต่จีนสามารถมีผลผลิตทางการเกษตร (ทั้งพืชและสัตว์) มากกว่าสหรัฐฯ ร้อยละ 30 และในอนาคตรัฐบาลจีนคาดว่าสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยี ปุ๋ย และสินค้าทุนอื่น ๆ มากขึ้น

 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเกิดจากภาคส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนั้น ส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดของโลก โดยทุนสำรองอยู่ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ พันธบัตรรัฐบาล

 

แม้ว่าในปัจจุบันจีนเริ่มมีบทบาททางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในบริษัทของเศรษฐกิจโลก และคาดว่าในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า หากเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวในระดับสูงเหมือนกับที่เคยเป็นมา จะทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก แต่ไม่ได้หมายความว่า จีนจะเข้ามามีบทบาทแทนที่สหรัฐอมริกาได้อย่างสมบูรณ์ เงินหยวนของจีนยังไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเท่าที่ควร ระดับเทคโนโลยีและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมทั้งแสนยานุภาพทางการทหารยังเป็นรองสหรัฐฯ อยู่เป็นอันมาก ตลอดจนภาคธุรกิจการเงินที่ยังไม่ได้เปิดเสรีทางการเงินและมีตราสารอนุพันธ์ที่เป็นแหล่งระดมเงินทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศและธุรกิจได้อย่างเต็มที่ การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกจริง ๆ (เหมือนกับที่อังกฤษและสหรัฐฯ เคยเป็นมาในอดีต) อาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อย่างไรก็ตามประสบการณ์การพัฒนาของจีนในอดีตของจีนก็แสดงศักยภาพของเศรษฐกิจจีนที่พร้อมจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ได้


โดย : มิตรภาพ 18 ธ.ค. 2561 21:39:43 น.
ดู 161 ครั้ง
0 0

ความคิดเห็น :

#ข่าวประชาชน #สาระ #ข่าวสาร #เด็ดๆ #ตลก #ขำขำ #วิชาการ #บันเทิง #ดารา #มาแรง #วีดีโอ #น่ารู้