Event Story : อีเวนต์กับวิชาการตลาด ความสัมพันธ์ฉันผัวเมีย

Event Story : อีเวนต์กับวิชาการตลาด ความสัมพันธ์ฉันผัวเมีย

หลายคนอาจจะมองว่าอีเวนต์เป็นงานที่ทำง่าย หา supplier ในอินเตอร์เนต เอามาผสมๆ กัน ก็จะเกิดงานได้ อันนี้ผิดมหันต์เลย
และไม่ใช่ว่าทำอีเวนต์เป็น รันคิวได้ แล้วจะสามารถทำงานอีเวนต์ได้ทุกงาน เพราะอะไร

อีเวนต์เป็นงานที่รวมศาสตร์ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งนิเทศศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่คนทำอีเวนต์คลุกคลีอยู่ทั้งนั้น บางคนเรียนมาโดยตรงก็จะได้เปรียบในหลายๆ ทาง บางคนเพิ่งมาศึกษาทีหลัง จากหนังสือต่างๆ บ้าง จากบทความในอินเตอร์เนตบ้าง จากประสบการณ์จริงบ้าง ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในระดับนึง แต่บางคนนี่สิ เรียนก็ไม่ได้เรียน ความรู้ก็ไม่ใฝ่หา รอแต่หัวหน้าจะบอก รอโชคช่วย แบบนี้...ระวังจะอยู่ได้ไม่นานนา

ตอนนี้เราจะมาลองดูว่า ทำไมคนทำอีเวนต์ต้องรู้พื้นฐานการตลาด

คำตอบแบบง่ายๆ เพราะอีเวนต์ส่วนมากเกิดจากแผนกการตลาด เราเลยต้องรู้เรื่องการตลาด
ฟังดูเหมือนกำปั้นทุบคอนกรีต แต่ก็จริงฮะ อีเวนต์ส่วนมากเกิดจากการที่แผนกการตลาดต้องการโปรโมตอะไรสักอย่างหนึ่งให้คนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมตสินค้า โปรโมตบริษัท โปรโมตผู้บริหาร โปรโมตโปรโมชั่น ฯลฯ กิจกรรมการตลาดจึงเกิดขึ้น

***********************************************

ตัวอย่างที่ 1 Product Launch

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กระผมกับทีมงานเข้าประชุมกับลูกค้าเพื่อรับฟังบริ๊ฟงานเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ล่าสุด แน่นอนว่าจะมีทั้ง Head of Marketing department, Product Manager, Researcher, Developer มากันอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง ราวกับเป็นงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่ลพบุรี ทุกคนมาพร้อมข้อมูลที่แน่นปึ๊กและ keynote แบบว่าเตรียมกันมาเป็นปี แต่จะมาถ่ายทอดให้เราฟังและเราต้องเข้าใจให้หมดภายในเวลาครึ่งชั่วโมงเศษ
เริ่มต้นการบริ๊ฟด้วยการนำตัวอย่างสินค้ามาวางให้ดู 
“สินค้าชิ้นนี้เป็น pilot เห็นแล้วอยากให้ทีมงานประเมินหน่อยว่า At first sight, positioning ของ product ชิ้นนี้ควรเป็นยังไง”
น้องๆ ที่เป็นระดับ junior หันมองกันเลิ่กลัก positioning คืออะไรวะ เอาล่ะสิมึง
ในความงุนงงนั้น โชคดีที่ในทีมมีคนที่จบการตลาดมาโดยตรง และกระผมก็ได้เรียนวิชาพื้นฐานการตลาดมา 2 รายวิชา บวกกับประสบการณ์อีกนิดหน่อย จึงช่วยกันตอบคำถามลูกค้าเพื่อคลายความตึงเครียดลงได้ในระดับนึง “เราคิดว่าสินค้าชิ้นนี้น่าจะเหมาะกับกลุ่มคนในระดับผู้มีฐานะเพราะรูปลักษณ์ดูแพง และคนกลุ่มนี้น่าจะจบการศึกษาปริญญาโทหรือเอก และต้องการความแปลกใหม่ แต่ต้องมีผลการวิจัยมาการันตีถึงผลลัพธ์หลังการใช้จึงจะเชื่อมั่นในตัวสินค้า” เป็นไงล่ะ ฟังดูเป็นการตอบคำถามเชิงวิชาการที่น่าจะทำให้คนฟังพึงพอใจได้
หัวหน้าทีมลูกค้าพยักหน้าอย่างรับฟัง
“ใกล้เคียงกับที่เราวางไว้ จริงๆ แล้วเรามอง target ของ product ชิ้นนี้ในกลุ่ม sophisticated และ well-educated Brand positioning จึงเหนือว่า counter-brand โดยทีมงานได้วิเคราะห์ SWOT มาดังนี้ ...บลา..บลา..บลา.... ซึ่งคู่แข่งของเราก็คือ.... เราอยาก Grab opportunity โดยดึง target ที่มี brand royalty ใน product อื่น ให้เกิด Brand awareness ในสินค้าชิ้นนี้ให้ได้ บลา..บลา..บลา..”
ซึ่งต่อจากนี้ก็เป็นการบรรยายด้วยศัพท์เทคนิคล้วนๆ 
ถ้าเปรียบเป็นมวย คนไม่เป็นมวยก็คงถูกต่อยจนสลบ technical knockout ตั้งแต่ 15 นาทีแรกเลยทีเดียว 
แต่มันทำให้ผมนึกถึงวิชาหลักการตลาดเบื้องต้นที่ได้เลือกเป็นวิชาเสริม อยากกลับไปขอบคุณอาจารย์อีกหลายๆ ครั้งที่ปูพื้นฐานมาอย่างแน่นปึ๊ก

ภาพตัดกลับไปที่ห้องประชุม ผมหันไปหาน้องๆ บางคนตาลอย บางคนก้มหน้าพร้อมปากกาในมือเขียนเหมือนพยายามจดตามแต่ในกระดาษกลับมีเพียงไม่กี่คำ

การประชุมดำเนินต่อไปจนจบ ทีมงานไม่มีคำถามเลยสักคำ (แน่ล่ะสิ ฟังไม่เข้าใจ แล้วจะถามอะไรกันล่ะ) ลูกค้าถึงกับยิ้มเพราะคงเข้าใจว่าการบริ๊ฟประสบผลสำเร็จ จึงสรุปสิ่งที่ต้องการมาว่า “อยากให้ทีมงานช่วย create งานที่ talk of the town แต่ต้องตอบโจทย์ของสินค้า ไม่หว่าน ไม่ฟุ้งจนจับต้องไม่ได้” เราคงมีเวลาไม่มากนัก อยากให้กลับมานำเสนอภายในอาทิตย์นี้ เพราะหลังจากนำเสนองานคงต้อง kick off ให้เร็วที่สุด หวังว่าจะได้เห็นงานที่ถูกใจนะคะ”

แม่เจ้า กว่าจะทำให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องงานการตลาดเข้าใจในบริ๊ฟทั้งหมดก็ว่ายากแล้ว นี่มาพร้อมศัพท์เทคนิค และข้อจำกัดเรื่องเวลาแล้วยังมีเรื่องความคาดหวังของลูกค้า เท่ากับเพิ่มความกดดันมาอีกหลายเท่าตัวนัก

เรื่องราวเป็นดังคาด บรรยากาศในการประชุมทีมล้วนเต็มไปด้วยความงุนงง การเตรียมงานก็เป๋ไปเป๋มา กว่าจะจับทาง ตบให้เข้ารูปเข้ารอยได้ก็ผ่านไปหลายวัน 
สุดท้ายก็อยู่ที่หัวหน้าทีมต้องสกรีนแล้วสกรีนอีก พร้อมกับการหาข้อมูลซัพพอร์ทให้มากกว่าที่ลูกค้าบริ๊ฟมา เพื่อตอบคำถามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เรียกว่าสู้กับงานแล้วยังสู้กับความคาดหวังของลูกค้าอีก

***********************************************

ตัวอย่างที่ 2 Campaign troop
PR troop หรือจะได้แค่ขบวนแห่ มันวัดกันที่ตรงไหน
แทบทุกครั้งที่ออแกไนซ์มักได้รับโจทย์ให้เป็นผู้จัดหาสถานที่ บางบริษัทมองแค่การหาทำเลที่คนพลุกพล่าน ไม่รถติดก็มีคนเยอะ และการบริ๊ฟของลูกค้าอาจไม่ได้เท้าความถึงภาพรวมของสินค้าและแคมเปญใหม่ แต่เน้นมาให้รายละเอียดของแคมเปญ เอาตัวอย่างโปสเตอร์มาให้ดู ข้อความเขียนว่าอะไร ลดราคากันขนาดไหน แถมอะไร จัดกันกี่วัน
แต่ Troop ที่ดีต้องได้ทั้ง PR และตรงกับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าและสามารถส่งสารออกไปได้ถูกจุด
และในหลายครั้งที่ลูกค้าสร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มย่อย และอาจไม่ตรงกับความเข้าใจในสินค้าตัวนั้นๆ ซะทีเดียว เพราะอะไร...เพราะลูกค้าต้องการขายสินค้าให้ได้มากขึ้น กลุ่มลูกค้าเดิมๆ จึงอาจน้อยเกินไป และลูกค้าต้องการฐานลูกค้าใหม่
เพราะฉะนั้น จึงมี 3 สิ่งที่ควรให้ความใส่ใจ
อย่างแรก ต้องทำความเข้าใจใน Brand image ของสินค้า
อย่างที่สอง ทำความเข้าในในแคมเปญชิ้นนั้น ทำการวิเคราะห์ด้วยหลักการตลาด ง่ายสุดก็ 4P ถัดมาก็ SWOT analysis และอื่นๆ ตามๆ กันไป
อย่างที่สาม คือการ Apply หรือการประยุกต์ใช้ tools ต่างๆ ของ event 
ถ้าทำได้แบบนี้ รับรองว่าบรรลุเป้าหมายของลูกค้าเกิน 100%

***********************************************

นี่คงเป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่หยิบยกกันมาให้ดู และนี่ก็เป็นเพียงศาสตร์แขนงเดียวที่รวมอยู่ใน Event

 

เอ้า ได้เวลาหยิบตำรา MK101 มาปัดฝุ่นกันล้าววววววว


โดย : น้ำฝน 05 ก.ย. 2562 01:33:50 น.
ดู 15 ครั้ง
0 0

ความคิดเห็น :

#ข่าวประชาชน #สาระ #ข่าวสาร #เด็ดๆ #ตลก #ขำขำ #วิชาการ #บันเทิง #ดารา #มาแรง #วีดีโอ #น่ารู้