สหรัฐอเมริกา : มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในคริสต์ศตวรรษที่ 20

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แม้จะเป็นประเทศใหม่ที่มาจากการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่อพยพจากส่วนใหญ่จากยุโรปและส่วนอื่นๆ ของโลก แต่สหรัฐอเมริกาก็มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะด้วยลักษณะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับประชากรในปี 1820 พลเมืองของสหรัฐมีเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น มีการบุกเบิกที่ดินทำกินทางด้านการเกษตร และพัฒนาการคมนาคมและขนส่งมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นการขุดคลอง การสร้างทางรถไฟ การขนส่งโดยเรือกลไฟ ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำ มีการใช้เครื่องจักรเกี่ยวพันกับระบบการผลิตแบบทีละมาก ๆ (mass production) มีการลักลอบนำเทคโนโลยีเครื่องจักรปั่นด้ายจากอังกฤษ โดยมาติดตั้งหลายแห่งในทศวรรษ 1850 ระบบโรงงานอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสหรัฐ ได้แก่ อุตสาหกรรมทำอาวุธ นาฬิกา จักรเย็บผ้า เครื่องหนัง ฯลฯ

 

พัฒนาการใช้เครื่องจักรของสหรัฐได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในระยะเริ่มแรกมีข้อจำกัดทางสภาพประชากรที่โดยเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานทั้งมีฝีมือและไร้ฝีมือ ประกอบกับ เป็นประเทศขนาดใหญ่ทำให้จำเป็นต้องประดิษฐ์คิดค้นเครื่องทุ่นแรงที่ทันสมัยมาโดยตลอด

 

เศรษฐกิจของสหรัฐก็มีการขยายตัวในระดับสูงมาโดยตลอด โดยเฉพาะครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยได้พัฒนาจากเศรษฐกิจการเกษตรเข้าสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในปี 1860 สัดส่วนของผลผลิตของภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ (GNP) และเหลือเพียงร้อยละ 17 ในปี ค.ศ. 1910 ส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวล้ำหน้าภาคเกษตรในปี 1890 และในปี 1894 สหรัฐฯ ได้กลายเปนประเทศอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลก โดยในปี 1913 สหรัฐฯ มีสัดส่วนของผลผลิตอุตสาหกรรมคิดเป็นร้อยละ 35.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 1926-29 ก่อนที่จะลดลงเหลือเท่ากับ 32.3 ในปี 1936-38 (Kenwood A.G. 1999: 173)

 

 

การประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ในสหรัฐอเมริกามีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นอันมาก มีการใช้เหล็กและเหล็กกล้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการใช้พลังงานเพื่อเร่งการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการใช้พลาสติกและโลหะผสม เช่น อลูมิเนียม ในการผลิตสินค้าต่าง ๆ เป็นต้น การพัฒนาเทคนิคการผลิตที่สำคัญคือ การประยุกต์ใช้การประกอบอะไหล่และชิ้นส่วนของรถยนต์ โดยนายเฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) ส่งผลให้มีการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่และราคาของรถยนต์มีแนวโน้มถูกลง หลังจากนั้นได้มีการนำเทคนิคการประกอบชิ้นส่วนในโรงงานไปประยุกต์ใช้กับการผลิตสินค้าอื่น ๆ เช่น เครื่องซักผ้า วิทยุ โทรทัศน์ และตู้เย็น เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีการใช้ผลิตจำนวนมาก (mass production) โดยใช้การผลิตในระบบโรงงานและการจัดการที่ทันสมัยในการประกอบชิ้นส่วนในโรงงานโดยมีการแปรรูปวัตถุดิบไปสู่สินค้าสำเร็จรูป เช่น รองเท้า เครื่องแก้ว เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น ผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผลต่อการลดต่ำลงของต้นทุนในการผลิตเพราะเกิดการประหยัดจากขนาด รายได้ที่แท้จริงของคนงานเพิ่มขึ้น และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นก็มีผลต่อการกระตุ้นการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคอื่น ๆ ตามมา สินค้าเพื่อการบริโภคโดยเฉพาะสินค้าที่มีความคงทน (durable consumption goods) ได้มีอัตราการขยายตัวที่สูงมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่สำคัญคือ โทรศัพท์ รถจักรยาน มอเตอร์ไซต์ รถยนต์ ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องใช้ในบ้าน เช่น เครื่องซักผ้า อุปกรณ์ เครื่องไฟฟ้า เตาไฟฟ้า การขยายตัวของสินค้าเพื่อการบริโภคเหล่านี้มีผลต่อการลงทุนในกิจการพลังงานและโรงไฟฟ้า เป็นต้น

 

 

แม้ว่าสัดส่วนผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว แต่ทว่าสัดส่วนของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกลับไม่สูงเท่าที่ควร โดยสัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมคิดเป็นเพียงร้อยละ 13.0, 21.4 และ 20.3 ในปี 1913, 1929 และ 1937 ซึ่งต่ำกว่าการส่งออกทั้งอังกฤษและเยอรมนี ซึ่งแสดงถึงสหรัฐฯ มีการค้าขายภายในประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก

 

การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็วในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโดยการเข้ามาแทนที่อังกฤษ และประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น เยอรมนีส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย ในขณะที่ประเทศในยุโรปได้ประสพกับปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสูญเสียชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากจนยากที่จะฟื้นฟู สหรัฐอเมริกากลับไม่ได้รับผลกระทบจากผลของสงคราม รวมทั้งได้กลายเป็นประเทศเจ้าหนี้แก่ประเทศในยุโรปและประเทศอื่น ๆ ด้วย แล้วสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ชนะสงครามและได้รับผลกระทบจากความบอบช้ำของสงครามน้อยที่สุด สหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีบทบาททั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลกอย่างต่อเนื่อง สหรัฐฯ สามารถสะสมทุนในประเทศอย่างขนานใหญ่ (โดยเฉพาะก่อนวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในปี 1973 จะเกิดขึ้น) บรรษัทข้ามชาติของสหรัฐอเมริกาได้เข้าไปมีอิทธิพลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเช่น บริษัทโคคา-โคลา เป๊ปซี่ เชลล์ เอสโซ ฟอร์ด บริษัทขุดน้ำมันต่าง ๆ ฯลฯ โดยเข้าไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตด้วย

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของสหรัฐอเมริกาขยายตัวสูงมากจากเพียง 216.6 พันล้านดอลลาร์สรอ. ในปี 1945 และเพิ่มเป็น 4,015.5 พันล้านดอลลาร์สรอ. ในปี 1970 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว ในช่วงเวลาเพียง 25 ปีเท่านั้น ในช่วงปี 1945-1970 ผลผลิตของสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว รายได้เฉลี่ยของครอบครัวอเมริกาสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยรายได้ต่อหัวของประชากรก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ต่อปี 1946-1950 และร้อยละ 15.2 และร้อยละ 31.7 ในทศวรรษ 1950 และ 1960

 

เงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ ได้กลายมาเป็นเงินตราที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน และเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ทำให้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ประชาชนให้ความเชื่อถือแลกเปลี่ยนมากที่สุด รวมทั้งเป็นสกุลเงินตราที่มีค่าเงินค่อนข้างจะมีเสถียรภาพมากที่สุด


โดย : มิตรภาพ 18 ธ.ค. 2561 21:33:15 น.
ดู 14 ครั้ง
0 0

ความคิดเห็น :

#ข่าวประชาชน #สาระ #ข่าวสาร #เด็ดๆ #ตลก #ขำขำ #วิชาการ #บันเทิง #ดารา #มาแรง #วีดีโอ #น่ารู้