อังกฤษ : มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในคริสต์ศตวรรษที่ 19

อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลกและผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีผลให้อังกฤษครองความเป็นเจ้าทางเศรษฐกิจเหนือประเทศอื่นๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง การเพิ่มพลังการผลิตหรือประสิทธิภาพการผลิตของระบบเศรษฐกิจโดยเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งกำลังแรงงานของสิ่งมีชีวิต เช่น แรงงานสัตว์ แรงงานมนุษย์ มาพึ่งพลังเครื่องจักรกลหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ลักษณะของการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการใช้เครื่องจักรเป็นปัจจัยการผลิตในโรงงาน ทำให้สามารถผลิตให้มากขึ้น โดยใช้เครื่องจักรกลทำการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น

ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษเป็นประเทศที่มั่งคั่งและร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในปี ค.ศ. 1700 อังกฤษจัดได้ว่าร่ำรวยที่สุดในโลก ฐานะและความมั่งคั่งอาจพิจารณาได้จากหลายลักษณะ เช่น ลอนดอนเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ความมั่งคั่งที่เกิดจากการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ความสามารถในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลก มีเมืองขนาดเล็ก (และหมู่บ้าน) ทำหน้าที่เป็นสถานที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า พ่อค้าชาวต่างประเทศที่เข้าไปค้าขายในอังกฤษ พบว่า พ่อค้าชาวอังกฤษมีฐานะความเป็นอยู่โดยเปรียบเทียบดีกว่าชาวยุโรปอื่นๆ ในแง่ของการค้าระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน อังกฤษมีความสามารถในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ในปลายศตวรรษที่ 17 มากกว่าร้อยละ 80 ของสินค้าที่ผลิตในอังกฤษเพื่อการส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากขนสัตว์)

 

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เศรษฐกิจการค้าของอังกฤษได้ขยายตัวเป็นอันมาก ลอนดอนเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดของประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าทั้งภายในและระหว่างประเทศ ประมาณว่า ร้อยละ 70-75 ของการค้าระหว่างประเทศกระทำโดยผ่านลอนดอน ในศตวรรษที่ 18 ข้อได้เปรียบของลอนดอนคือ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทมส์ (Thames) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ กิจกรรมที่สำคัญทางเศรษฐกิจได้กระจุกตัวอยู่ตามแม่น้ำด้วย ในปี ค.ศ. 1700 ประมาณว่า 1 ใน 4 ของอาชีพของชาวลอนดอนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเดินเรือ (shipping activity) ทั้งโดยตรงและทางอ้อม กิจกรรมเหล่านี้ได้แก่ กิจกรรมโกดัง การเดินเรือ การแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นต้น เมืองท่าลอนดอนเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศ แม้จะล่วงเลยเข้ามาในศตวรรษที่ 19 (แม้ว่าจะมีเมืองท่าที่สำคัญของอังกฤษอื่นๆ เช่น ลิเวอร์พูล และกลาสโกว์ ได้มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม) เพราะการค้าของอังกฤษกับประเทศอื่น ๆ ในภาคพื้นยุโรป และอินเดียกระทำโดยผ่านเมืองท่าลอนดอน

 

ลอนดอนเป็นศูนย์กลางของการอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมธนาคารและการประกันภัยด้วย การอุตสาหกรรมในลอนดอนมีความหลากหลายตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ไม่มีฝีมือจนถึงช่างฝีมือ รวมทั้งอุตสาหกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในร้านค้าต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1747 อาชีพของคนในลอนดอน ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีถึง 215 อาชีพ และเพิ่มขึ้นเป็น 492 อาชีพในปี ค.ศ. 1792 ในปี ค.ศ. 1700 ร้อยละ 20 ของประชากรในอังกฤษที่อาศัยอยู่ในเมือง 2 ใน 3 ของประชากรเมืองเหล่านี้อาศัยอยู่ในลอนดอน การขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศได้ส่งผลให้กิจการธนาคารในลอนดอนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กิจการการค้าต่างประเทศของอังกฤษได้เจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา และพอถึงปี ค.ศ. 1700 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัว ประมาณกันว่ากิจการการค้าระหว่างประเทศของอังกฤษ นับแต่ปี ค.ศ. 1715 เป็นต้นมา คิดเป็นเงินแล้วไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านปอนด์ หลังจากการจัดตั้งธนาคารแห่งชาติขึ้นในปี ค.ศ. 1694 หรือ Bank of England กิจการธนาคารในอังกฤษก็มีแต่เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้นหลายแห่ง จนกล่าวได้ว่าในศตวรรษที่ 18 อังกฤษเป็นประเทศนายทุนชั้นนำที่มีระบบการธนาคารที่ดีที่สุดในยุโรป และลอนดอนก็เป็นเสมือนหนึ่งนครหลวงทางการเงินของโลก ในปี ค.ศ. 1800 ในลอนดอนมีธนาคารประมาณ 70 แห่ง และตามเมืองต่างๆ อีกประมาณ 400 แห่ง ธนาคารเหล่านี้โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในลอนดอน จึงเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะเวลาต่อมา ในปี ค.ศ. 1801 ประชากรอาศัยอยู่ในอังกฤษ และเวลส์ ประมาณ 9 ล้านคน และอีกประมาณ 1.5 ล้านคน อาศัยอยู่ในสก็อตแลนด์

 

เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น โดยมีการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ โดยเจมส์ วัตต์ (James Watt) ในปี 1769 มีผลต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เครื่องจักรไอน้ำสามารถนำมาใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น ขับเคลื่อนหัวจักรและเครื่องเรือเดินสมุทร ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่มีความก้าวหน้ามาโดยตลอดและขยายตัวสูงมาก รวมทั้งอุตสาหกรรมทอผ้า ถลุงเหล็ก เครื่องปั่นฝ้าย เหล็กกล้า (โดยเฉพาะก่อนปี 1840)

 

หลังปี 1840 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษได้รับการสนับสนุนจากการคิดค้นการใช้ถ่านหินและเหล็กในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลให้อุตสาหกรรมหลักของอังกฤษเปลี่ยนจากสิ่งทอเป็นถ่านหินและเหล็ก จากอุตสาหกรรมเบาผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นอุตสาหกรรมหนักผลิตเครื่องจักร พาหนะ รถไฟ และเรือเดินสมุทร

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษมีเพียงแต่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตจากภาคเกษตรกรรมาสู่ภาคอุตสาหกรรม แต่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการค้าระหว่างประเทศด้วย นับแต่กลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา อังกฤษได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าประเภททุนและเทคโนโลยีไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก (รวมทั้งเงินลงทุนไปยังประเทศต่าง ๆ ด้วย) มูลค่าการส่งเงินทุนออกไปลงทุนไปต่างประเทศเท่ากับ 160 ล้านปอนด์ ในปี ค.ศ. 1840 และเพิ่มขึ้นเป็น 700 ล้านปอนด์ และ 4000 ล้านปอนด์ ในปี ค.ศ. 1873 และปี ค.ศ. 1913 อังกฤษครอบครองการค้าของโลกเท่ากับร้อยละ 32 ของการค้าโลกทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1840

 

การเจริญเติบโตของการค้าระหว่างประเทศได้ส่งผลต่อฐานะและความมั่งคั่งของอังกฤษ และส่งผลให้อังกฤษไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกเท่านั้นหากแต่ยังเป็นศูนย์กลางการเงินของโลกอีกด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ลอนดอน ลอนดอนเป็นที่ตั้งของธนาคารทั้งในและต่างประเทศ ตลาดหุ้น กิจการการประกันภัย ฯลฯ การเจริญเติบโตดังกล่าวมีผลต่อพัฒนาการของการใช้นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ในศตวรรษที่ 19 อังกฤษได้หันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (liberalism) แทนที่นโยบายพาณิชย์นิยม (mercantilism) ที่ปล่อยให้การส่งออกและการนำเข้าสินค้าเป็นไปโดยเสรี ขจัดอุปสรรคทางการค้า ในปี ค.ศ. 1846 อังกฤษประกาศยกเลิกกฎหมายการควบคุมการผลิตธัญพืชภายในประเทศ (repeal of the Corn Laws) ความพยายามที่จะยกเลิกข้อกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ได้เริ่มมาประมาณศตวรรษที่ 18 (ในทศวรรษ 1780) และอีกช่วงในทศวรรษ 1820 และประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1860 อังกฤษถือว่าเป็นชาติแรกที่มีการใช้นโยบายการค้าแบบเสรี ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกายังคงใช้นโยบายกีดกันทางการค้า การหันมาใช้นโยบายการค้าเสรีส่วนหนึ่งเป็นการสะท้อนภาพของความพยายามของชนชั้นกระฎุมพีที่ต้องการผลักดันให้ประเทศมีการพัฒนาอุตสาหกรรม (แม้ว่ารัฐสภาของอังกฤษในสมัยนั้น เจ้าของที่ดิน กลุ่มอนุรักษ์นิยม จะมีเสียงข้างมาก แต่ก็มีความโน้มเอียงที่จะใช้นโยบายเสรีนิยม) อีกทั้งยังแสดงถึงอิทธิพลของแนวคิดลัทธิเสรีนิยมของสมิธ ได้มีส่วนผลักดันให้เกิดการค้าเสรีโดยปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ผลักดันในการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือลดการแทรกแซงของรัฐบาลทางเศรษฐกิจนั่นเอง เพราะสมิธเชื่อว่าหากปล่อยให้มีการค้าและแลกเปลี่ยนโดยเสรี หรือเป็นไปตามกลไกราคาประเทศย่อมจัดสรรการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของปัจเจกชนและสังคมในที่สุด นอกจากนี้บรรยากาศทางเมืองและผลประโยชน์ระหว่างประเทศในสมัยนั้นก็เอื้ออำนวยให้อังกฤษใช้นโยบายการค้าแบบเสรีนิยม อังกฤษมีประเทศอารานิคมอยู่ทั่วโลกซึ่งเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบให้และเป็นตลาดรองรับส่งสินค้าของอังกฤษ


โดย : มิตรภาพ 18 ธ.ค. 2561 21:31:57 น.
ดู 16 ครั้ง
0 0

ความคิดเห็น :

#ข่าวประชาชน #สาระ #ข่าวสาร #เด็ดๆ #ตลก #ขำขำ #วิชาการ #บันเทิง #ดารา #มาแรง #วีดีโอ #น่ารู้