ตะไคร้ (Lemon Grass) สรรพคุณ

ตะไคร้ (Lemon Grass) จัดเป็นพืชผักสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาประกอบอาหารสำหรับดับกลิ่นคาว และช่วยเพิ่มรสชาตของอาหาร ในหลากหลายเมนู โดยเฉพาะอาหารประเภทต้มยำ และแกงต่างๆ รวมถึงการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ น้ำตะไคร้ ผงตะไคร้ เป็นต้น

 

ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกวงศ์เดียวกันกับหญ้า มีอายุมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว มาเลเชีย อินโดนีเชีย เป็นต้น

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus (DC.)

วงศ์ : Graminae

ชื่อสามัญ : Lapine Lemon, grass Sweet, rush Ginger grass

ชื่อท้องถิ่น :

– ตะไคร้

– ตะไคร้แกง

– ตะไคร้มะขูด

– คาหอม

– ไคร

– จะไคร

– เชิดเกรย

– หัวสิงไค

– เหลอะเกรย

– ห่อวอตะโป

– เฮียงเม้า

 

ลักษณะทั่วไป

ลำต้น

ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ)

 

 

ส่วนของลำต้นที่เรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิวเรียบ และมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย และค่อยๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 ซม. ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และพันธุ์ และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับประกอบอาหาร

 

ใบ

ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อ

ระหว่างกาบใบ และใบ) และใบ

 

ใบตะไคร้ เป็นใบเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แต่คม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบชัดเจน ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร

 

ดอก

ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆ ในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ้อ

 

ประโยชน์ตะไคร้

• ลำต้น และใบสด

– ใช้เป็นเครื่องเทศประกอบอาหารสำหรับดับกลิ่นคาว ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม และปรับปรุงรสให้น่ารับประทานมากขึ้น

– ใช้เป็นส่วนผสมของยาทากันยุง สเปรย์กันยุง และยาจุดกันยุง

 

• น้ำมันตะไคร้

– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม

– ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม

– ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

– ใช้ทานวด แก้ปวดเมื่อย

– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อป้องกัน และไล่ยุง

– ใช้เป็นส่วนผสมของสารป้องกัน และกำจัดแมลง

 

คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

• พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่

• โปรตีน 1.2 กรัม

• ไขมัน 2.1 กรัม

• คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม

• เส้นใย 4.2 กรัม

• แคลเซียม 35 มิลลิกรัม

• ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม

• เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม

• วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม

• ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม

• ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม

• ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม

• วิตามินซี 1 มิลลิกรัม

• เถ้า 1.4 กรัม

 

ที่มา: กองโภชนาการ (2544)

 

สารสำคัญที่พบ

ส่วนของลำต้น และใบมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ที่ประกอบด้วยสารหลายชนิด ได้แก่

– ซิทราล (Citral) พบมากที่สุด 75-90%

– ทรานซ์ ไอโซซิทราล (Trans-isocitral)

– ไลโมเนน (Limonene)

– ยูจีนอล (Eugenol)

– ลินาลูล (Linalool)

– เจอรานิออล (Geraniol)

– คาริโอฟิวลีน ออกไซด์ (Caryophyllene oxide)

– เจอรานิล อะซิเตท (Geranyl acetate)

– 6-เมทิล 5-เฮพเทน-2-วัน (6-Methyl 5-hepten-2-one)

– 4-โนนาโนน (4-Nonanone)

– เมทิลเฮพทีโนน (Methyl heptennone)

– ซิโทรเนลลอล (Citronellol)

– ไมร์ซีน (Myrcene)

– การบูร (Camphor)

 

รวบรวมจาก กาญจนา ขยัน (2552), กมลวรรณ ตระการชัยวงศ์ (2551) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

 

สรรพคุณตะไคร้

 ลำต้น และใบ

– ช่วยบรรเทา และรักษาอาการไข้หวัด

– แ้ก้ไอ และช่วยขับเสมหะ

– บรรเทาอาการโรคหืดหอบ

– รักษาอาการปวดท้อง

– ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะยาก

– ช่วยขับเหงื่อ

– ช่วยในการขับลม

– แก้อหิวาตกโรค

– บำรุงธาตุ เจริญอาหาร

– ช่วยลดความดัน โลหิตสูง

– ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

– แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

 

ราก

– ใช้เป็นยาแก้ไขปวดท้อง และท้องเสีย

– ช่วยขับปัสสาวะ

– บรรเทาอาการไอ และขับเสมหะ

 

น้ำมันหอมระเหย

– ออกฤทธิ์ต้านเชื้อรา

– ช่วยกำจัดเซลลูไลท์

– ช่วยในการขับถ่าย

– บรรเทาอาการท้องเสีย

– ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จากฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้

– ช่วยขับน้ำดี

– ช่วยขับลม

– ระังับอาการปวด

– ต้านอาการอักเสบ และลดการติดเชื้อ

– กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด

– ลดอาการซึมเศร้า

– ต้านอนุมูลอิสระ

 

รวบรวมจาก กาญจนา ขยัน (2552), กมลวรรณ ตระการชัยวงศ์ (2551)

 

ฤทธิ์ทางยาของสารสกัดจากตะไคร้

1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้

น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ออกฤทธิ์ลดอาการแน่นจุกเสียดด้วยการลดการบีบตัวของลำไส้ โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ได้แก่ Cineole และ Linalool

2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุอาการของอาการท้องเสีย

สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญของอาการท้องเสีย คือ E. coli โดยมีสารออกฤทธิ์ ได้แก่ Citral, Citronellol, Geraneol และ Cineole

3. ฤทธิ์ขับน้ำดี

น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดีของตับอ่อน โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ได้แก่ Borneol, Fenchone และ Cineole

4. ฤทธิ์ขับลม

สาร Menthol, Camphor และ Linalool สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับลมในร่างกายได้

 

พิษของน้ำมันตะไคร้

ปริมาณน้ำมันตะไคร้ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งหมด ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และการให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีปริมาณความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว

 

พิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม้ได้รับ และค่าทางเคมีของเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

 

ที่มา : บงกช บุปผา (2553)

 

 

เอกสารอ้างอิง


โดย : มิตรภาพ 16 พ.ค. 2561 10:54:36 น.
ดู 169 ครั้ง
0 0

ความคิดเห็น :

#ข่าวประชาชน #สาระ #ข่าวสาร #เด็ดๆ #ตลก #ขำขำ #วิชาการ #บันเทิง #ดารา #มาแรง #วีดีโอ #น่ารู้